a good book plenty of green ideas

posted on 16 Nov 2008 15:22 by bookbank

THE GREEN BOOK : a good book plenty of green ideas

 

กระแสสีเขียวกำลังมาแรง ไม่ใช่ทหารแต่เป็นหนังสือ ทั้งแผงไทย และแผงฝรั่ง เขียวพรึบไปหมด แต่ผมหมายถึงกระแสหนังสือ แนว GREEN CONCEPT ที่มาแรงไม่เลิก ผสมโรงกับปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นถี่ยิบ เหมือนช่วยโปรโมท เดี๋ยวน้ำท่วม เดี๋ยวแผ่นดินไหว เดี๋ยวพายุเฮอริเคน เดี๋ยวน้ำท่วม แผ่นดินถล่ม บ้านเราก็ท่วมไม่เลิก มาแต่ละที่ทำลายชีวิตและทรัพย์สินมนุษย์ครั้งละมากๆแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เหมือนเป็นช่วง เปิดแคมเป็ญโลกร้อนยังไงไม่รู้ จนคนเค้ากลัวไปหมดแล้ว 

ความตายอย่างน่าอนาถจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวน ความสูญเสียที่ไม่อาจคำนวนได้ที่ลุ่มน้ำอิรวดี จากพายันาร์กีสถล่ม และอื่นๆทั่วโลกอีกนับครั้งไม่ถ้วน บีบบังคับให้มนุษย์ยอมจำนนและต้องรีบค้นหาคำตอบ ให้กับตัวเองให้ได้ว่า เราจะเอายังไงกันดี เราจะอยู่กันอย่างไร ลูกหานเราจะยังอยู่อย่างสุขสบายในโลกนี้เหมือนกัยที่บรรพบุรุษของเราเคยอยู่หรือไม่ หรือต้องยอมรับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่นนี้ตลอดไป 

 

หนังสือชื่อ GREEN BOOK  หน้าปกเป็นสี Green ที่แปลกตามาก คือ เขียวแบบสีโปสเตอร์ เป็นเขียวที่ฉูดฉาดสะดุดตาเป็ยเขียวแบบ Artificial คือ ไม่มีสีเขียวแบบนี้ในธรรมชาติ ฝรั่งชื่อ อลิซาเบธ โรเจอร์ กับโธมัส เอ็ม คอสทิเจน เป็นคนเขียน แปลโดย คุณโตมร ศุขปรีชา 

 

Direction การออกแบบ การใช้กระดาษ การใช้โทนสี ประกอบกับสุ่มเสียง สำเนียง และลีลา การเขียนหนังสือ ของทั้งผู้เขียน ผู้แปล และผู้จัดพิมพ์ สอดคล้องต้องกัน แบบถ่อมเนื้อถ่อมตัวมาก ทั้งคนเขียนคนแปล แม้แต่พิมพ์ชื่อตัวเอง ยังใช้สีขาวที่กลมกลืนจนเกือยจะหายกับพื้น background สีเขียวอ่อนมากๆ  ทำให้ต้องเบิกตาดูตั้งนานยังอ่านไม่ออก ต้องแหกตาดูจึงเห็นลางๆ ว่าใครเป็นใคร 

จะอ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่อเข้าถึงสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ขอแนะนำว่าคุณต้องทำความเข้าใจกับ Theme ของหนังสือให้ดีเสียก่อน มิฉะนั้น คุณอาจรู้สึกว่า นี่มันเขียนอะไรของมันวะ โคตรคอนเส็บเลย หรือน่าเบื่อชิบหาย ทำได้จริงหรือโม้ให้ดูเท่ๆวะ  อะไรทำนองนี้ได้ งั้นไปดูที่อารัมภบทกันก่อน  

 

ผู้เขียนเริ่มด้วยการกล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องอนุรักษ์ หรือสิ่งแวดล้อม มนุษย์เราชอบตั้งคำถามก่อนเลยว่าทำไม? เช่นทำไมต้องปิดไฟ? ทำไมต้องรีไซเคิล? ทำไมต้องทำตามนักอนุรักษ์ ? ต้องทำโน่น ทำนี่ มันช่วยโลกได้จริงรึเปล่า(วะ) ? พวกเขาพากันสงสัยว่า  ที่โฆษณาชวนเชื่อกันปาวๆน่ะ ได้ผลจริงหรือเปล่า ? กะอีแค่ทำคนละนิดคนล่ะหน่อยเนี่ยนะหรือที่จะช่วยโลกได้ หน่อมแน้มว่ะ หรืออะไรทำนองนี้ ผู้เขียนเขาก็เลยเล่าให้ฟังถึงโฆษณาโทรทัศน์อันหนึ่ง ที่เขาไปเห็นมา ในโฆษณานั้นเป็นชาวอินเดียนแดง  มองกองขยะแล้วร้องไห้ นี่แหละที่ Inspired ผู้เขียนให้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา งงมั๊ยล่ะ งงล่ะสิ.. ฟังเขาต่อ เขาบอกว่า เขาดูโฆษณาชิ้นนี้แล้ว เขารู้สึกว่า เออใช่..มันต้องบอกแบบ(โฆษณา) นี้สิ คนธรรมดาๆทั่วไป จึงจะเข้าใจ มันต้องพูดง่ายๆ พูดถึงเหตุ พูดถึงผลของมัน (ชาวอินเดียนเจ้าของดินแดนอเมริกา มองเห็นกองขยะที่เกิดจากลัทธิบริโภคนิยมของอเมริกันชนรุ่นหลังที่มาแย่งดินแดนของพวกดินเดียนไป แล้วทำให้มันกลายเป็นดินแดนแห่งกองขยะที่เป็นผลมาจากบริโภคนิยมขนาดมหึีมา-bookbank)  ผู้เขียนบอกว่า นี่แหละ The Green Book มันต้องทำให้เรามองสิ่งต่างๆจากมุมมองพื้นฐาน ที่ใครๆก็ทำกัน ใครๆก็เห็นได้  เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า ทำไมสิ่งต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นแค่เรื่องธรรมดาๆ เรื่องคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน ที่เราทำกับโลก เช่น การใช้นำ้ หรือการสร้างปริมาณขยะเพิ่มขึ้นทุกวันจากบรรจุภัณฑ์ (โดยไม่ทันได้คิด) ถึงได้กลายเป็นประเด็นที่สำคัญนัก 

 

แต่ก่อนพูดกันยาก อธิบายกันยาก ไปเล่าเรื่อง Green Concept ให้คนรุ่นปู่ฟัง แกคงจะส่ายหน้า เพราะรุ่นผู้รุ่นทวดเราโลกไม่แย่เท่าทุกวันนี้  แต่เดี๋ยวนี้อธิบายเรื่องพวกนี้ง่ายขึ้นเยอะ เด็กตัวเล็กๆยังถูกสอนเรื่องรีไซเคิล แต่ก่อนบอกว่าอย่าใช้ขวดพลาสติก โอ๊ยกว่าจะคุยกันรู้เรื่องแทบตาย บอกใช้กระดาษน้อยๆหน่อย พูดเข้าไปเถอะ แต่ก่อนลูกน้องมาขอให้ซื้อ computer ให้ อ่้างว่าจะได้เป็น paperless office พอใช้ computer เข้าจริงๆ ปริมาณกระดาษก็ไม่เห็นจะลดลงเลยสักนิด ถามมันว่าทำไม มันบอกว่า ยังไงก็ต้องพิมพ์ออกมาเก็บไว้เป็นสำเนา กระดาษไว้อีกชุดหนึ่ง ..ตกลงกระดาษไม่ลด แถมต้องเสียเงินซื้อ computer อีก หน่วนงานราชการก็เหมือนกัน เคยสังเกตไหม แค่ไปแจ้งชื่อลูกเข้าทะเบียนบ้าน เห็นเขาใช้แบบฟอร์มตั้ง 4-5 แผ่น แต่ละแผ่นมีอีก 2-3 สำเนา ทั้งที่บอกว่าเป็รทะเบียนราษฎรระบบคอมพิวเตอร์แล้ว แจ้งเรื่องเดียว ใช้กระดาษตั้ง 10 กว่าแผ่น 

 

เดียวนี้อธิบายเรื่อง Green Idea ง่ายขึ้น จะชี้แจงอะไรก็อย่าใช้ศัพท์เทคนิคเยอะๆ คนธรรมดาฟังไม่เข้าใจ บอกว่าอย่าใช้พลาสติก อย่าใช้สาร CFC เดี๋ยวโลกร้อน งง... ต้องบอกว่าโลกร้อน แล้วน้ำท่วม ฝนไม่ตก หรือตกไม่เลิก  แบบนี้รู้เรื่อง ดีกว่าหนังสือเล่มนี้ผมอ่านแล้วต้องแปลกใจว่า แหม..เขาช่างคิดมาได้อย่างไร วิธีการปฏิบัติชนิดที่เรียกว่า เกือบทุกเรื่องในชีวิตจริงๆ น่าตกใจตรงที่ได้รู้ว่า อ้ายวิถีขีวิตแบบเดิมๆจากที่เราเคยทำนั้น ล้วนทำร้ายโลกทั้งสิ้น ไม่มากก็น้อย คือ ถ้ามีใครจับมนุษย์ขึ้นศาลอะไรสักอย่าง ข้อหาทำร้ายโลกล่ะก็ แทบจะไม่มีมนุษย์คนใดรอดพ้นข้อกล่าวนี้ไปได้เลยสักคน แม้แต่เด็กทารกที่ยังไม่รู้ประสีประสา โชคดีที่เราไม่มีศาลเช่นนั้น แต่ก็โชคร้ายที่โลกลงโทษเราโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า อย่างที่เห็นกันอยู่

 

ถ้าใครจะมองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือปฏิบัติเพื่อการอนุรักษ์โลก ก็ต้องบอกว่าเป็นหนังสืออนุรักษ์ ที่หยุมหยิมมากที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน ถ้าคุณคิดว่าเคยเห็นคู่มือที่สำนักงานอนุรักษ์แจก หรือจากใบปลิวที่โรงเรียนแจกให้ลูกๆ เพื่อเอากลับไปทำรายงานที่บ้าน ว่าบ้านคุณหนูปิดไฟหรือยังแค่นั้นล่ะก็ มันเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของหนังสือเล่มนี้เลยด้วยซ้ำไป แต่กลับเป็นเรื่องหยุมหยิมที่จำเป็น และถ้าทุกคนทำเรื่องหยุมหยิมที่จำเป็นพร้อมๆกันทั้งโลก ก็จะกลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน

 

เพราะใน The green book เขียนไว้แม้กระทั่ง เวลาที่คุณคิดจะเล่นบาสเก็ตบอล มันก็ยังอุตส่าห์มีวิธีให้คุณเล่นโดยที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด หรือไม่ใช้เลย โดยแนะนำให้คุณไปเล่นในสนามกลางแจ้งแทนที่จะเล่นในโรงยิมเนเซียมที่ต้องเปิดไฟฟ้าซึ่งกินพลังงานมหาศาล หรือเรื่องหลักการอนุรักษ์แบบพื้นๆที่คิดว่าเป็นเรื่องหมูๆ ก็กลับไม่หมูอย่างที่คิด เช่น แผ่นเสียงโบราณที่ผลิตจากวัสดุประเภทไวนิล the green book แนะนำให้คุณไปขายเป็นของเก็บสะสมดีกว่า เพราะถ้าคุณขายทิ้งแล้วเอาไปรีไซเคิล เขาบอกว่าต้นทุนการเอาไปหลอมเพื่อรีไซเคิลสูงกว่า มูลค่าของมันในฐานะที่มันเป็นขยะตั้งหลายเท่า แปลว่าขยะทุกชนิด เก็บไว้เฉยๆอาจประหยัดพลังงานกว่า..น่าคิดนะ เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกัน  เรื่องคล้ายๆกันนี้ ยังเป็นที่ถกเถียงกัน ในบ้านเราแนวคิดรีไซเคิลก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น แต่เราก็ยังคิดกันแบบไทยๆ ยังไม่สุดโต่งแบบนี้  รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งทำแคมเป็ญร่วมกับสินค้าผลิตภัณฑ์กล่องบรรจุนมชนิดหนึ่ง โดยเชิญชวนให้ผู้ชมส่งกล่องนมใช้แล้วมาเพื่อเปลี่ยนมูลค่าเป็นโต๊ะเก้าอี้ อุปกรณ์การเรียน แต่กล่องนมที่รีไซเคิล ให้ล้างทำความสะอาดเสียก่อน คนที่รู้เรื่องรีไซเคิลดีคนหนึ่งบอกผมว่า ต้นทุนการบำบัดน้ำเสียจากการล้างกล่องนม อาจสูงกว่าราคากล่องกระดาษรีไซเคิลเมื่อเทียบต่อหน่วย เสียอีก เรื่องนี้ผมก้ไม่รู้ว่าคนไทยเราสนใจแค่ไหน หรือคิดว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็บอกให้รีไซเคิล ก็รีไซเคิล แล้วไง จะเอาอะไรกันอีก.. คนไทยชอบคิดง่ายๆ ไม่ชอบปวดหัว

 

หรืออย่างคำแนะนำว่า ให้เช่า DVD มาดู ไม่ต้องซื้อ เขาบอกว่าเช่าประหยัดได้มากกว่า ถึง 75% นอกจากประหยัดเงินแถม ไม่ต้องหาที่เก็บ เก็บไว้เยอะๆก็กลายเป็นขยะในที่สุด แต่ถ้าเก็บไว้เยอะไม่อยากทิ้ง หนังสือเขาแนะนำว่าให้เอาไปบริจาค แนวคิดแบบหมุนเวียนกันใช้ แบบนี้ผมชอบนะ เพราะการหมุนเวียนไปให้คนอื่นใช้ในสภาพเดิม แทบไม่มีต้นทุนการแปรรูปเลย อาจมีบ้างก็เพียงเล็กน้อย เช่น ค่าส่งพัสดุไปรษณีย์ หรือค่ารถ ฯลฯ หรืออย่างหนังสือเขาบอกว่า ถ้าจะซ้ือลูกกวาดให้หาซื้อจากตู้หยอดที่ไม่มีห่อ เพราะกระดาษห่อพวกนี้ เอาไปรีไซเคิลยาก มีต้นทุนสูง บ้านเราไม่มีร้านขายลูกกวาด แต่ฝรั่งมีที่ญี่ปุ่นก็มีเยอะเลย 

 

หรือข้อแนะนำแบบนี้ทันสมัยมาก เขาแนะนำว่า อยากฟังเพลงอย่าซื้อในรูปของแผ่น CD. ให้ใช้วิธี download แทน ราคาถูกกว่า ไม่มีขยะ แต่คนไทยประหยัดกว่าฝรั่ง เพราะนอกจากไม่ต้องซื้อเป็นแผ่นให้กลายเป็นขยะแล้ว ยัง load ฟรีไม่ยอมเสียค่าลิขสิทธิ์ อันนี้ไม่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ แต่ไปเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์แทน  หรือ คุณเคยทำไหม เขาบอกว่า เวลาที่คุณไม่อยู่บ้านนานๆ ให้บอกไปรษณีย์ ไว้ก่อน เขาจะได้ไม่เสียเงินเสียพลังงานมาส่งจดหมายโดยที่คุณไม่อยู่บ้าน เอากับเขาสิ.. คุณกลับบ้านวันไหนก็ให้รวมๆมาเที่ยวเดียว หรือไอเดียประเภท ให้ใช้ปากกาแบบเติมหมึกแทนปากกาลูกลื่น เขาบอกว่าทุกๆปีคนอเมริกันทิ้งปากกาใช้แล้วถึง 1,600 ล้านแท่ง ถ้าเอา(กากปากกาที่เหลือ) มาต่อกันจะได้ความยาว 150,000 ไมล์ เท่ากับระยะทางจาก LA ไป โตเกียว ไป-กลับ 25 รอบ ! 

 

คุณใช้แชมพูสระผมแบบไหน the green book เขาแนะนำให้ใช้ แบบทูอินวัน เพราะจะช่วยลดปริมาณขวดที่ใช้บรรจุลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง ถ้าใช้โลชั่นควรใช้แบบขวดปั๊ม ใช้หมดแล้วซื้อมาเติมในขวดเดิม สบู่ก้อนดีกว่าสบู่เหลว ราคาถูกกว่า ใช้ได้มากและนานกว่า ประหยัดขวดได้มากกว่า และถ้าคิดจะโกนหนวด โดยใช้โฟม อย่าใช้แบบอัดแก๊ส แม้ว่าเดี๋ยวนี้จะไม่ใช้ CFC ที่ทำลายโอโซนแล้วก็ตาม แต่ก๊าสใหม่ๆมีส่วนผสมของปิโตรเลียม ถ้าไม่ใช้โฟมแบบอัดแก๊ส ก็จะลดการบริโภคปิโตรเลียม ได้คนละเกือบ 1 กิโลกรัม

 

สรุปว่า the green book เป็นหนังสือประเภทอ่านเล่นและทำจริงได้  สนุกดี น่าคิด และน่าลองทำตามดู หน่วยงานลองเอาไปใช้เป็นกฎระเบียบในสำนักงานก็น่าจะดี  หลายเรื่องอาจยังดูแปลกๆ และไม่ค่อยคุ้นเคย แต่ลองๆดูนานๆไปอาจคุ้นไปเอง คิดเสียว่าเป็นการฝึกนิสัยอนุรักษ์ก็ได้ นอกจากจะเหมาะกับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่เอาไว้ทำเป็นกฎในครอบครัวทำให้สนุกๆกับลูกๆ  คุณครูหัวก้าวหน้าเอาไปใช้ที่โรงเรียน นายจ้างนักอนุรักษไปใช้ที่ทำงาน์ กับอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจะอ่าน คือนักโฆษณา นักการตลาด ใครคิดไม่ออก หามุขไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเล่นกับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ลองอ่านดู อาจเจออะไรที่น่าสนใจ เดี๋ยวนี้ร้านขายหนังสือแถวบ้านผมยังติดป้ายตรงแคชเชียนร์ว่า ขอบคุณที่ไม่ห่อปกพลาสติก ร้านกาแฟยี่ห้อฝรั่งราคาแพงเล่นมุขว่า ใครเอาแก้วมาเองลดให้อีก 10 บาท ผมว่าไม่เลวนะ แม้จะ Fake แต่ก็ถือว่าไม่ตกกระแส 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet