(เนื้อเพลงไตเติ้ลหน้ากากเสือแปลเป็นภาษาอังกฤษ)

 

TAIGAA MASUKU

TIGER MASK

 

shiroi MATTO no  JANGURU ni       

  In the Jungle of the White Mat

kyou mo arashi ga  fukiareru        

The Storm is also Blowing Today

RUURU muyou no  akutou ni         

To the Scoundrels of the Useless Rules

seigi no PANCHI o  buchikamase    

Striking Hard the Punch of Justice

yuke yuke TAIGAA (TAIGAA)          

Go, Go, Tiger, Tiger

TAIGAAMASUKU                           

Tiger Mask

 

 

sanbon ROOPU no  JANGURU ni    

In the Jungle of the Three Ropes

hoeru yajuu no  muhoumono        

Outlaw the Howling Wild Animal

shima no GAUN o  hirugaeshi        

Waving his Striped Gown

yatsura no kiba o  otteyare          

Chasing Those Fangs

yuke yuke TAIGAA (TAIGAA)          

Go, Go, Tiger, Tiger

TAIGAAMASUKU                            

Tiger Mask

 

kusa mo ki mo nai  JANGURU ni   

In the Jungle of the Grass without Trees

shi o yobu wana ga  matte iru      

Calling the Death, the Trap Awaits

FEA PUREE de  kirinukete             

Getting Over with the Fair Play

otoko no konjou  misete yare      

Showing off the Man's Spirits

yuke yuke TAIGAA (TAIGAA)          

Go, Go, Tiger, Tiger

TAIGAAMASUKU                           

Tiger Mask

 

Transliterated by Dappya Kaijuu 


ภาพยนตร์การ์ตูนหน้ากากเสือ ทำจากหนังสือการ์ตูนที่สร้างเรื่องโดย อิกคิ คาจิวาระ เขียนภาพโดย นาโอกิ ทะสึจิ ออกอากาศครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นระหว่างปี พ.ศ. 2512 ถึง 2515 หน้ากากเสือเป็นเรื่องราวของนักมวยปล้ำแห่งถำ้เสือ ซึ่งเป็นองค์กรลับนอกกฎหมาย ก่อตั้งโดยอดีตนักมวยปล้ำฝ่ายอธรรม ที่รู้จักกันในชื่อ เยลโล เดวิล  นักมวยปล้ำฝ่ายอธรรมที่ไร้ความเมตตาล้วนเป็นผลผลิตและนักมวยปล้ำในสังกัด เยลโล เดวิล แห่งถ้ำเสือ ในบรรดานักมวยปล้ำในสังกัดถ้ำเสือทั้งหมด หน้ากากเสือตัวเอกของเรื่อง ถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งในบรรดานักปล้ำถ้าเสือทั้งหมด และมีฝีมือหาใครเทียบได้ยาก ต่อมาหน้ากากเสือคิดทรยศเยลโล เดวิล และต้องการออกจากสังกัดนักปล้ำถ้ำเสือ เขาจึงอยู่ในบัญชีที่ต้องตายในทุกโอกาสที่เป็นไปได้ทั้งในและนอกสังเวียนผ้าใบ หน้ากากเสือที่มีชื่อจริงว่า นาโอโตะ ดาเตะ  อยากเลิกอาชีพมวยปล้ำแต่ทำไม่ได้เพราะเขาได้ตั้งใจแล้วว่าจะอุทิศชีวิตนักมวยปล้ำต่อไปตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับแฟนๆ โดยเฉพาะกับแฟนๆตัวน้อย ที่ชื่อ เคนตะ เด็กกำพร้าที่บ้านเด็กกำพร้าชิบิกโกะ  หน้ากากเสือแม้ดูเผินๆเหมือนการ์ตูนที่เป็นเรื่องราวการต่อสู้ของนักมวยปล้ำ แต่เสน่ห์ที่ดึงดูดใจผู้ชมมาจนถึงวันนี้ ก็คือเรื่องราวที่มีความเป็น ดราม่า ทั้งการวางโครงเรื่อง การสร้างตัวละครที่มีมิติ มีความลึก มีด้านมืดและด้านสว่างในตัวเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครแต่ละตัวมีความลึก และเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ที่มีเสน่ห์ชวนให้ติดตาม อย่างตัวหน้ากากเสือ หรือนาโอโตะ ในเรื่องเป็นตัวละครลึกลับ มีด้านมืด คือ การเป็นนักปล้ำในสังกัดถ้ำเสือ  ไม่มีใครรู้ว่าเขามาจากไหน ขณะที่ตัวนาโอโตะ เองก็มีความผูกพันกับบ้านเด็กกำพร้า เพราะเขาเองก็เป็นเด็กกำพร้า ที่ทำให้เขาสูญเสียพ่อแม่ไปในในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่ออเมริกาทิ้งระเบิดที่เมืองฮิโรชิม่า  หน้ากากเสือหรือนาโอโตะ ต้องแสร้งปิดบังสถานะที่แท้จริงไว้ไม่ให้ เคนตะเด็กในบ้านเด็กกำพร้า และรูริโกะ ผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้า คนที่นาโอโตะแอบมีใจให้ รู้ว่าที่แท้เขาคือ หน้ากากเสือขวัญใจเด็กๆ ขณะที่ต้องต่อสู้กับการคุกคามจากเยลโล เดวิล แบบไม่ลดละ เรื่องราวโรแมานติดแบบนี้ ญ๊่ปุ่นเขียนเป็นการ์ตูน ให้คนหลงใหล ได้จนกลายเป็นตำนาน ที่แม้แต่เด็กที่เกิดไม่ทัน ก็ต้องหามาดู ในเมืองไทย ถือว่าเป็นการ์ตูนดังจากยุคคุณพ่อที่มีคนรัก และรู้จักมากที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ญี่ปุ่่นที่เข้ามาฉายในบ้านเรา  ในยุคที่โทรทัศน์ส่วนมากยังเป็นระบบขาว-ดำ อยู่เลย 

edit @ 25 Dec 2008 10:29:03 by bookbank

edit @ 25 Dec 2008 10:29:11 by bookbank

หนังสือชื่อ "ไม่ครบห้า"

 

ส่วนตัวแล้วผมชอบชื่อหนังสือเล่มนี้ “ไม่ครบห้า” ไม่รู้ว่าแปลตรงๆจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น หรือตั้งชื่อไทยเอาใหม่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ผมว่ามันให้ความหมายดี สั้น ชัด ครอบคลุม และเท่ดี  ผู้แปลคนไทย คือ คุณพรอนงค์ นิยมค้า ครับ หนังสือเล่มนี้่เขียนเล่าประวัติตัวเอง ของคุณโอโตทาเกะ ฮิโรทาดะ ที่ใช้ชื่อว่า ไม่ครบห้า เป็นการให้คำอธิบายถึงตัวผู้เขียนที่ชัดเจนที่สุด เนื่องจากคุณฮิโรทาดะ เป็นผู้พิการโดยกำเนิด จากอาการที่เรียกว่า เจนิตัล เทตรา อะมีเลีย ซึ่งก็แปลว่า “ไม่ครบห้า” เหมือนชื่อหนังสือนั่นเอง  คุณฮิโรทาดะ เกิดมาด้วยความพิการที่ไม่มีแขนและขานั่นเอง ไม่มีส่วนที่ยื่นออกมาจากร่างกายครบทั้ง 5 ส่วน(2 แขน 2 ขา 1 หัว)

หนังสือเล่มนี้โด่งดังมากเมื่อเกือบ 10 ปี ก่อน หนังสือญี่ปุ่นนี่แปลก จะอยู่บนแผงได้นาน พิมพ์ซ้ำออกมาวางขายใหม่ทุกปี แปลว่าขายดีิ ดูอย่าง โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง อยู่มานานเกิน 20 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้ยังหาอ่านได้ แล้วมีคนอ่านเยอะเสียด้วยนะ การที่หนังสืออยู่นานทำให้เกิดนักอ่านรุ่นใหม่ๆ ที่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ มีโอกาสมากขึ้น ผมจำได้ว่าเมื่อตอนที่ “ไม่ครบห้า” ออกมาครั้งแรก ผมเห็นหน้าปกแล้ว ต้องเมินหน้าหนีเลย ไม่อยากมองเลย แม้ภาพถ่ายคุณโอโตทาเกะ ฮิโรทาดะ ผู้เขียนซึ่งแสดงแบบปกเอง จะดูยิ้มแย้มอย่างมีชีวิตชีวา แต่ก็เป็นยิ้มของคนพิการ ตอนนั้นผมคิดแค่นี้จริงๆ เลยไม่อยากมองภาพหน้าปก 

 

ปกติผมไม่ชอบอ่านเรื่องเขียนที่น่าเศร้า แต่ก็ต้องลองอ่านก่อนเพราะอยากรู้ว่าจะเศร้างยังไง แต่พออ่านจบ จึงรู้ว่าผมคิดผิดถนัด และคงน่าเสียดายหากไม่ได้อ่าน “ไม่ครบห้า” นอกจากจะอ่านแล้วไม่เศร้าแล้วยังสนุกอีกตะหาก ไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นเรื่องจากชีวิตจริงของคนที่ไม่ครบห้า ต้องถือว่าเป็นคนไม่ครบห้าที่ไม่ธรรมดาเลย  ผมชอบตอนที่คุณฮิโรทาดะ เล่าว่าเมื่อไปเข้าโรงเรียนประถม พ่อแม่ของคุณฮิโรทาดะ คิดว่าน่าจะให้ไปเรียนกับเด็กปกติ เพราะอย่างไรเสียเด็กไม่ครบห้าก็ต้องใช้ชีวิตในอนาคตอยู่ในโลกของคนปกติอยู่ดี การตัดสินใจเลือกทางเดินให้ลูกตั้งแต่ต้น จึงเป็นสิ่งจำเป็น และต่อมามันได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นว่าพ่อแม่ของคุณฮิโรทาดะเลือกไม่ผิด การหาโรงเรียนเด็กปกติให้เด็กไม่ครบห้าเข้าเรียน จึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากของคนที่เป็นพ่อเป็นแม่เท่านั้น แต่เป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับครูและโรงเรียนไปด้วย แต่ก็เป็นเรื่องยุ่งๆ โกลาหลที่คุณฮิโรทาดะ ถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ และน่าสนุกอย่างคาดไม่ถึง

 

คุณฮิโรทาดะ เล่าว่าโรงเรียนที่รับเข้าเรียนมีแนวทางตรงกับความต้องการของพ่อแม่ คืออยากให้เด็กไม่ครบห้า ทำอะไรต่อมิอะไรได้อย่างที่เด็กปกติทำได้ มีครูสองคนรับอาสามาเป็นครูประจำชั้น ครูที่แก่และมีประสบการณ์มากกว่า ถูกเลือกมาเป็นครูประจำชั้นในช่วงประถมต้น ครูเก่งมากที่นอกจากจะช่วยให้เด็กไม่ครบห้า อย่างฮิโรทาดะสามารถทำกิจกรรมทุกอย่างได้เกือบเท่ากับเด็กปกติทำแล้ว ยังช่วยให้ฮิโรทาดะ รู้สึกว่าตัวเองไม่แตกต่างจากเด็กปกติ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากนั้นครูยังมีส่วนทำให้เด็กคนอื่นๆก็ไม่มองว่าฮิโรทาดะว่าแตกต่างไปจากพวกเขา ซึ่งเป็นความรู้สึกที่สวยงามมากสำหรับผู้อ่าน 

 

พอโตขึ้นอีกหน่อยในชั้นประถมปลาย ครูอีกคนหนึ่งที่เคยขออาสามาตั้งแต่ต้น ก็มารับหน้าที่ต่อจากครูแก่ ครูคนใหม่ยังหนุ่มแต่ไปแรงและเต็มไปด้วยอุดมการณ์ และมีความคิดแตกต่างไป ครูคนใหม่เปลี่ยนแนวทางใหม่  จากแนวทางเดิม คือ ทำให้ฮิโรทาดะทำได้เหมือนเด็กปกติ ไปใช้แนวทางตรงข้าม คือ ให้ ฮิโรทาดะ ทำในเงื่อนไขเท่าที่ตัวเองทำได้เท่านั้น ไม่ต้องทำเหมือนเพื่อนอย่างตอนที่เป็นเด็กเล็กๆ ฮิโรทาดะ อธิบายว่าเมื่อโตขึ้น ความสามารถของเด็กปกติ กับเด็กไม่ครบห้าเริ่มต่างกันอย่างชัดเจนมากขึ้น เพราะความเติบโตทางสรีระ เด็กไม่ครบห้าจึงเสียเปรียบหากต้องทำทุกอย่างให้เหมือนเด็กปกติ และอาจทำให้เกิดความรู้สึกต่ำต้อยในที่สุด แต่ครูและเพื่อนๆ ช่วยกันหาวิธีทำให้ฮิโรทาดะมีแต้มต่อ ซึ่งวิธีนี้ทำให้เขาได้ภูมิใจในสิ่งที่เขามีความสามารถทำได้ เช่น ฮิโรทาดะ สามารถเข้าทีมบาสเก็ตบอล ร่วมทีมกับเด็กปกติได้ แต่ทุกๆลูกที่ฮิโรทาดะยิงได้ จะมีคะแนนเป็นสามเท่าของเด็กปกติ ฮิโรทาดะจึงกลายเป็นคนที่ใครๆก็อยากให้มาร่วมทีมด้วย ช่างคิดจริงๆเลยนะ ผมไม่เคยเห็นครูที่คิดเก่งๆ แบบนี้ที่ไหน ในยุคของผมเลย

 

อ่านหนังสือ “ไม่ครบห้า” ไปแล้ว มีบางความรู้สึก ที่ทำให้นึกถึงหนังสืออีกเล่มหนึ่ง คือ “โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง” หนังสือที่แปลจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นที่โด่งดังมากเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว เขียนโดยอดีตดาราละครดังของ เอ็น เอช เค ถ้าจำไม่ผิด ชื่อ คุณเท็ตสีโกะ หรือไงเนี่ย  ยังคงเห็นโต๊ะโตะจัง  พิมพ์ออกขายอย่างสม่ำเสมอ  ไม่รู้ว่าพิมพ์ครั้งที่กี่ร้อยแล้ว ที่ว่าให้ความรู้สึกคล้ายๆกันนี้ อาจเป็นเพราะเป็นเรื่องที่เล่าจากประสบการณ์ในวัยเยาว์ของผู้เขียนในวัยเรียน อ่านเรื่องราวในโรงเรียนจากภาพที่ผู้เขียนชาวญี่ปุ่นทั้งสองคนบรรยาย รู้สึกว่าโรงเรียนญี่ปุ่นน่าเรียนจังเลย โดยเฉพาะระดับอนุบาล ถึงชั้นประถม ตอนเด็กๆผมไม่ชอบไปโรงเรียนเลย โดยเฉพาะในช่วงชั้นประถม ที่จริงญี่ปุ่นกับเราไม่ต่างกันในแง่วัฒนธรรม โรงเรียนญี่ปุ่นก็เน้นสอนเรื่องระเบียบวินัยเหมือนโรงเรียนไทย แต่วิธีการไปสู่จุดหมายเดียวกัน กลับต่างกันลิบ 

ตอนผมเป็นเด็ก ไม่มีใครอธิบายให้ผมฟังเลยว่า ทำไมเราต้องเข้าแถวและทำท่าตามระเบียบพัก เอามือไขว้หลัง เดินแถวเข้าห้อง เหมือนทหาร ทั้งๆที่เพื่อนผมหลายคนพ่อเป็นคนจีน พกใบต่างด้าว แท้ๆ ไม่มีใครบอกว่าทำไมเราต้องตัดผมสั้นจู๋  ครูสั่งทำก็ทำ ไม่สั่งห้ามทำ อยากทำกิจกรรม ครูก็ไม่ให้ทำ อ้ายกิจกรรมที่ยอมให้ทำ ครูก็มาคุมแจ โรงเรียนในยุคของผม มีเรื่องน่าตลก ตอนเช้าๆเขาจะให้ออกกำลังกาย ชุดนักเรียนนี่แหละ พอเสร็จเข้าห้องเรียนนะเหงื่อเหม็นคลุ้งทั้งห้องเลย ผมเคยต่อรองกับแม่ว่าจะไม่ยอมอาบน้ำก่อนไปโรงเรียน เพราะไปถึงโรงเรียนยังไงก็ต้องเหม็นอยู่ดี แต่แม่ไม่ยอม ครูสั่งให้เราออกกำลังกาย กลางแดดโร่เลยนะ เจ็ดโมงเช้าก็หัวแดงแล้ว ทุกคนอยู่กลางแดดหมดยกเว้นครู ที่คอยยืนคุมเชิงอยู่ในที่ร่มที่สุดเท่าที่จะหาได้  โรงเรียนเราไม่เคยมีนักเรียนอ้วนหรือหัวใจวายตายเลยสักคน มีแต่ครูอ้วนๆหลายคนที่ตายเพราะกินเหล้า เบาหวาน หัวใจ เพราะไม่ออกกำลังกาย 

 

หนังสือ “ไม่ครบห้า” ไม่ใช่หนังสือประเภท อ่านเอาเรื่อง คือไม่ใช่อ่านเร็วๆไปให้รู้เรื่องเร็วๆ เหมือนหนังสือนิยายบางเล่มที่อ่านข้ามหลายบท ยังรู้เรื่องได้ แต่ ไม่ครบห้า คุณต้องอ่านทั้งหมด อ่านช้าๆ มันมีรายละเอียดที่ข้ามไม่ได้ ไม่ต้องรีบจ้ำๆอ่านให้จบเร็วๆ อ่านจบแล้วคุณจะรู้สึกว่ามีกำลังใจอย่างประหลาด บางคนบอกว่า “ไม่ครบห้า” เป็นแรงบันดาลใจ สำหรับผมคิดว่า ฮิโรทาดะ คนที่ไม่ครบห้า ได้ช่วยเรามองโลกและชีวิตจากมุมมองที่น่ารักขึ้น ใครเห็นโลกในมุมที่น่ารัก มองโลกผ่านหนังสือ “ไม่ครบห้า” สิครับ


edit @ 30 Nov 2008 02:59:51 by bookbank

edit @ 30 Nov 2008 03:00:28 by bookbank

ออกแบบชีวิต Do It Yourself

posted on 20 Nov 2008 01:34 by bookbank

มีคนให้นิยามความสุขในชีวิตไว้มากมาย หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมจะคุยถึง(ไม่ใช่รีวิวนะครับ) ให้นิยามชีวิตที่มีความสุข ในอีกมุมหนึ่ง อาจเป็นมุมซึ่งคนส่วนมากอาจไม่เห็นด้วย แต่น่าสนใจ เพราะเขาบอกว่า ชีวิตนี้ออกแบบได้ 

ความสุขในชีวิตก็คือการได้ทำให้ชีวิตในทุกช่วงวัยมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิต จึงเกิดคำถามสามข้อที่ทำให้เรามีโอกาสตรวจสอบความหมายได้ในทุกช่วงชีวิต ข้อที่ 1 ถ้าย้อนเวลากลับไปเตือนตัวเองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เราจะเตือนตัวเราเองให้ทำอะไร ข้อ 2 ถ้าเราไปในอนาคตอีก 3 ปีข้างหน้าเพื่อเตือนตัวเราในอนาคตเราจะเตือนตัวเองให้ทำอะไร และข้อ 3 เราอยู่เวลาปัจจุบัน เราคิดหรือเตรียมที่จะทำอะไรใน 2 ปี ต่อจากนี้ไป

ทั้งหมดที่กล่าวไปนี้ ผมไม่ได้พูด แต่คุณพงษ์ ผาวิจิตร ผู้เขียนหนังสือ ออกแบบชีวิต Do it Yourself เป็นคนตั้งคำถาม และเป็นคำถามที่หลายคนอาจต้องอึ้งเพราะอยู่มาจนอายุล่วงเลย 40-50 ไปนานแล้ว ยังตอบไม่ถูก หรือไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไรดี  คุณพงษ์ เล่าว่าจากการถามคำถาม 3 ข้อดังกล่าว คำตอบที่ได้คือ คนส่วนมากเสียดายกับสิ่งที่ไม่ได้ทำ มากกว่าสิ่งที่ทำลงไปแล้ว คนไทยเรามีนิสัยอย่างหนึ่งคือเรา “อยากเป็น” มากกว่า “อยากทำ” ดังนั้นเมื่อย้อนหลังกลับไป เราจึงมักที่จะเสียดายในสิ่งที่เราอยากเป็น แต่ได้ลงมือทำ มากกว่าเสียดายในสิ่งที่ทำลงไป คุณพงษ์เขาว่าอย่างนั้น การที่คนไทย ไม่ค่อยได้ทำ ในสิ่งที่อยากจะทำ ปัญหาหนึ่งก็คือ ยุ่งมาก ไม่รู้ว่าจะเริ่มเมื่อไหร่ ผู้เขียนบอกว่าวิธีแก้ไข ไม่ยาก ก็คือ อยากทำอะไร ก็ให้ลงมือทำทันที


หนังสือ ออกแบบชีวิต Do it Yourself  คุณพงษ์ผู้เขียน ใช้วิธีการเขียนโดยใช้ชีวิตตัวเองเป็นต้นแบบ หรือ Model จำลองรูปแบบชีวิต แบบ  Do it Yourself  เวลาจะอธิบายอะไร ก็วนๆอยู่รอบๆตัวเอง ผมอ่านแล้วมีความรู้สึกว่า คุณพงษ์ไม่ได้พยายามจะยัดเยียด หรือทฤษฎีอะไรที่แปลกประหลาด แต่เพียงพยายามที่จะเสนอวิธีในการจัดระเบียบความคิดกันใหม่ก็เท่านั้นเอง 

ในความคิดของผมคิดว่า การแสวงหาความสุขในชีวิต มีจุดเริ่มต้นจากการนิยามความหมาย ซึ่งขึ้นอยู่กับทัศนคติการมองโลกส่วนบุคคล ผมจึงชอบวิธีที่คุณพงษ์ แนะนำผู้อ่านให้ออกแบบชีวิตด้วยเงื่อนไขที่เป็นไปได้จริงๆ ทำตามได้ไม่ยาก ไม่ฝืนใจนัก ใครอยากทำตามก็ทำได้ ใครอยากคิดต่อก็คิดไปทำได้จริง แล้วก็น่าจะเวิร์คด้วย เหตุผลที่ผู้เขียนนำมาสนับสนับสนุนส่วนมาก มักเป็นเหตุผลที่มาจากการมองโลกในด้านบวก ตัวอย่างเช่น  “การรู้จักตั้งคำถามเสียใหม่ แทนที่จะถามว่า อะไรบ้างที่ทำให้เรามีความสุข เราจะพบคำตอบมากมายไม่จบสิ้น แต่ลองถามใหม่ว่า อะไรบ้างที่เราให้เราทุกข์ เราอาจพบว่ามีเหลือก็สุขล้วนๆ..” การตั้งคำถามใหม่ ยังใช้ได้กับอีกหลายเรื่องหลายด้าน ผมว่าเวิร์คนะ 


ก็ความสุขของแก ไม่ใช่ความสุขของฉัน หากฉันอยากสุข ก็ต้องหานิยามเอาเอง  คุณว่าจริงไหม ต้นทุนความสุขของคนเรา ไม่เท่ากันจริงๆนะ ผมเคยดูสารคดีเรื่องหนึ่งเขาพาไปดูครอบครัวคนทำสายไหมที่ทำจากน้ำตาล เวลาจะกินต้องห่อแป้งแผ่นๆ  บ้านเขาเป็นชาวแพอยู่ในแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี เรือนแพทำสายไหมกันทุกบ้าน เป็นงานในครอบครัว ทำกัน 5-6 คน มีรายได้รวมกันวันละ 150 บาท แต่เขามีความสุขเพราะเขาบอกว่าเจอหน้ากันทั้งวัน พ่อแม่ลูก มีความสุขมากกว่าเงินรายได้ เขาชี้ให้ดูบ้านริมใหญ่ๆที่ปลูกอยู่ริมน้ำฝั่งตรงข้าม เขาบอกว่าเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ นี่คือมุมมองที่ต่างกัน คนส่วนมากที่ไม่มีความสุข เหตุก็เพราะไปนิยามความสุขเหมือนกับคนอื่น ที่ตัวเองไขว่คว้าได้ยาก หรืออาจไม่ได้มาโดยง่าย บางทีเป็นความสุขที่ไขว่คว้าเอาด้วยตัวเองไม่ได้เสียด้วย   ชีวิตเขาจึงมีแต่ทุกข์


วิธีที่คุณพงษ์นำเสนอ ถือว่าเป็นการนำแนวคิดปรัชญาพอเพียงมาใช้กับชีวิตและมุมมองด้านที่เป็นส่วนตัว ในอีกแง่หนึ่ง แต่วิธีของคุณพงษ์ไม่ต้องเขียนเป็นทฤษฎี ไม่ต้องมีขั้นตอน แต่ต้องปฏิวัติวิธีคิดแบบเดิมๆ คล้ายๆกับพยายามคิดให้ออกนอกกรอบ พยายามถอดรื้อความคิดหรือมุมมองเดิมๆเก่าๆออกไปเสียบ้าง สรุปก็คือคุณพงษ์ไม่ได้แนะนำวิธีพิสดารอะไรมากไปกว่า ให้เราหันมาปรับแนวคิดของตัวเอง ปรับมุมมอง ปรับทัศนคติในการใช้ชีวิตให้ตัวเองเสียใหม่ เลิกใช้กฎเกณฑ์ที่คนอื่นหรือสังคมสร้างขึ้น หันมาสร้างกฎเกณฑ์ด้วยตัวเอง ที่เหมาะกับตัวเอง ดังนั้นวิธีของคุณพงษ์ในการจัดการเรื่องหนึ่งเรื่องใด อาจใช้ไม่ได้กับคนอื่น เข้าทำนองที่ว่า Design ใคร ก็ Design มัน  วิธีเล่าเรื่องของคุณพงษ์  ทำให้ผู้อ่าน อ่านสนุก และได้แง่คิดไปตลอดทาง คุณพงษ์ไม่ได้บอกว่าอ้ายนั่นดีต้องทำ อ้ายนั่นไม่ดีอย่าไปทำ ไม่ได้บอกว่าจะเป็นอย่างนั้นต้อง 123 เป็นแบบนี้ต้อง 123 

หนังสือนี้ ในทัศนะของผม นอกจากความเพลิดเพลินแล้ว ไม่ได้ให้อะไรมากไปกว่า แรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่อาจทำให้เราต้องเริ่มต้นออกไปค้นหากันอย่างจริงๆจังๆเสียทีว่า นิยามของความสุขในชีวิตเราคืออะไรกันแน่ ที่ปกหลังของหนังสือ คุณพงษ์ ผาวิจิตร เขียนว่า “แผนที่ชีวิตของเรา เราต้องเป็นคนเขียน และเราก็เป็นคนเดิน จะไม่มีใครมารู้แผนที่นี้ดีกว่าเรา ไม่มีแล้ว” 

เชื่อไหมว่าผมเกือบลืม การ์ตูนเรื่องโดราเอม่อนไปแล้ว ไปเห็นหนังสือที่มีชื่อว่า “วิถีโนบิตะ-ชัยชนะของคนไม่เอาถ่าน” เลยนึกขึ้นได้  คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ชื่อ คุณโยโกยาม่า ยาสุยุกิ คุณยาสุยุกิ แกจริงจังมุ่งมั่นมาก ถึงกับลงทุนศึกษาวิจัยค้นคว้าเรื่องราวของการ์ตูนโดราเอม่อน ซึ่งสร้างสรรค์โดยอาจารย์ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน อย่างเอาจริงเอาจังถึง 6 ปี ในมหาวิทยาลัยฟุคุยาม่า แล้วก็เขียนวิทยานิพนธ์ออกมา คุณยาสุยุกิ แกค้นคว้าอย่างละเอียด อ่านงานทุกชิ้นไม่น้อยกว่า 50 รอบ รวมเวลาไม่น้อยกว่า 200 ชั่วโมง จัดทำฐานข้อมูลอย่างละเอียดทุกแง่มุม แยกแยะพฤติกรรมตัวละคร แรงจูงใจ เป้าหมาย และอื่นๆ


คุณโยโกยาม่า ยาสุยุกิ กล่าวในบางส่วนของคำนำว่า จากการวิจัยแกพบว่า คนไม่เอาไหนอย่างโนบิตะ ที่แย่ไปเสียทุกเรื่อง เรียนก็แย่ เล่นกีฬาก็ไม่เอาไหน แถมยังช่วยตัวเองไม่ได้ แต่เหตุใดจึงสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เหมือนกัน แกตั้งสมติฐานว่า โนบิตะมีวิธีมองโลกที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ แต่การมองโลกที่ไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่มองนี่แหละ กลับกลายเป็นเคล็ดลับที่นำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต (เช่น เมื่อโนบิตะรู้ว่าตัวเองเล่นเบสบอลไม่เก่ง คนอื่นจะพยายามฝึกหนักขึ้น แต่โนบิตะกลับไม่สนใจจะฝึกซ้อม กลับคิดว่าการเล่นเบสบอลให้เก่งไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตสักหน่อย อะไรทำนองนี้แหละ..) ตอบคำถามได้ว่าโนบิตะซึ่งใครๆก็มองว่า เขาเป็นคนไม่เอาถ่านจึงสามารถประสบชัยชนะในบั้นปลายได้ 


ตอนหนึ่งในการ์ตูนโดราเอม่อน ซึ่งเป็นตอนที่ชิสุกะตกลงใจไม่ได้ว่าสมควรที่จะแต่งงานกับโนบิตะหรือไม่ ชิสุกะถามพ่อของเธอว่า เธอควรบอกกับตัวเองว่าอะไร ทำไมจึงควรเป็นโนบิตะ พ่อของชิสุกะตอบลูกสาวว่า ก็เพราะว่าคนอย่างโนบิตะเป็นคนที่อยากเห็น และต้องการให้คนอื่นมีความสุข ชิสุกะจึงตัดสินใจแต่งงานกับโนบิตะ  เดี๋ยวนี้คุณสมบัติในการเป็นคนที่อยากเห็นคนอื่นมีความสุขกลายเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากมากในคน(เป็นๆที่ไม่ใช่การ์ตูนในโลกปัจจุบัน) โนบิตะมีคุณสมบัติที่ว่านี้อย่างเต็มเปี่ยม

คุณยาสุยุกิ ผู้เขียน บอกว่าจากการวิจัยโดราเอม่อน พบว่าเรื่องราวส่วนใหญ่ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและพบเห็นกันได้ทั่วไปในชีวิตจริงของคนเรานี่แหละ ก็ภาพสะท้อนสังคมที่อยู่รอบๆตัวเรานั่นเอง การศึกษาปัญหาต่างๆที่โนบิตะต้องเผชิญในจำนวน 582 ตอน ในหนังสือการ์ตูน แยกออกเป็น 7 หมวดใหญ่ๆ โนบิตะมีปัญหาเรื่องเพื่อน 237 ตอน, ปัญหาจากตัวเอง 110 ตอน, เรื่องครอบครัว 76 ตอน, ที่โรงเรียน 56 ตอน, ความรัก 44 ตอน, กีฬา 34 ตอน และเรื่องเงินๆทองๆ 34 ตอน 


ในการ์ตูนโดราเอม่อน หลายตอนได้แสดงให้เห็นถึงการอธิบาย และมุมมองโลกและชีวิต ผ่านสายตาโนบิตะ ซึ่งเป็นการมองตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆอย่างเรื่องความห่วงใยในสภาพแวดล้อม มีอยู่ตอนหนึ่งที่ผมชอบมาก เป็นตอนที่โนบิตะและเพื่อนได้ดูข่าวการปรากฏตัวของสุนัขป่าหายากที่เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้วจากญี่ปุ่น ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานาส่วนมากไม่มีใครเชื่อว่าจะมีสุนัขป่าหลงเหลืออยู่ โนบิตะปากพร่อยรับอาสาเพื่อนๆว่าจะไปเอาสุนัขป่ามาให้เพื่อนดูให้ได้ หากทำไม่ได้จะยอมใช้มือเดินแทนเท้า แต่สุดท้ายก็ต้องขอความช่วยเหลือจากโดราเอม่อนเหมือนเคย 


ทั้งโนบิตะและโดราเอม่อน จึงต้องไปตามหาสุนัขป่าให้เจอก่อนที่พรานนักล่า และผู้สื่อข่าวจะไปเจอ  โดราเอม่อนใช้ของวิเศษที่ทำให้โนบิตะแปลงร่างเป็นสุนัขป่า แต่ก็พลัดหลงกัน ทำให้โนบิตะไปเจอกับครอบครัวสุนัขป่าและได้เข้าไปอยู่กับสุนัขป่า จนรู้ว่าเหตุที่สุนัขป่าสูญพันธุ์เพราะมนุษย์เห็นแก่ตัว แย่งที่อยู่อาศัยของสุนัขป่า แถมยังตามล่าจนพวกมันไม่มีที่อยู่ เหลือเพียงครอบครัวสุดท้ายที่โนบิตะไปพบ  ในที่สุดโนบิตะและโดราเอม่อน ก็ช่วยพาครอบครัวสุนัขป่าครอบครัวสุดท้ายหนีรอดพ้นการไล่ล่าของพราน แม้ต้องอับอายถูกเพื่อนหัวเราะเยาะ เพราะแพ้พนันเพื่อนๆจนต้องเอามือเดินต่างเท้า ก็ตาม


กับอีกตอนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงวิธีคิดอย่างโนบิตะ คือตอนที่คุณพ่อต้องประชุมงานสำคัญของบริษัท แต่คุณพ่อเป็นไข้หวัด โนบิตะอยากช่วยคุณพ่อจึงขอให้โดราเอม่อนเอาเครื่องมือวิเศษออกมา โดราเอม่อนเอาเครื่องดูดไข้หวัดออกมาให้ใช้ แต่โนบิตะก็ต้องดูดไข้หวัดของคุณพ่อมาไว้ที่ตัวเอง โนบิตะครุ่นคิดตลอดเวลาที่จะหาคนโชคร้ายมาดูดไข้หวัดไปแทนตัวเองแต่ก็หาไม่ได้ พอมาเจอสุเนโอะ ที่ทำท่าทางเยาะเย้ยถากถางโนบิตะ โนบิตะโกรธจึงคิดจะหลอกใช้เครื่องดูดไข้หวัดไปให้สุเนโอะ แต่คิดไปแล้ว โนบิตะก็ไม่กล้าทำ เพราะห่วงว่าถ้าสุเนโอะเป็นไขหวัดแทนตัวเอง แม่และคนอื่นๆคงลำบากไปด้วย จนในที่สุด โนบิตะก็ไปพบชายหนุ่มคนหนึ่ง เดินถอดเสื้ออยู่ท่ามกลางลมหนาว ชายหนุ่มบอกโนบิตะว่า เขาหลงรักนางพยาบาลคนหนึ่ง เพื่อจะได้มีโอกาสใกล้ชิดคนที่รัก จึงพยายามทำให้ตัวเองเป็นหวัด แต่ก็ไม่ยอมเป็นเสียที แค่นี้ก็รู้แล้วใช่ไหมว่าตอนจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร  


อ่านหนังสือเล่มนี้ให้สนุก ต้องเคยดูการ์ตูนมาบ้างแล้ว คนที่ลืมไปแล้ว หรือไม่เคยดู การ์ตูนโดราเอม่อน ไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร อาจต้องดูก่อน ส่วนใครที่รู้เรื่องราวดีอยู่แล้ว ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้อาจทำให้คุณ มีมุมมองใหม่ๆที่แตกต่างไปจากที่เคยมีก็ได้ครับ